Social Business คือ

//Social Business คือ

Social Business คือ

Social Business คืออะไร ทำอะไร อย่างไร?

และ มีคำถามว่า 4 ธุรกิจนี้ ต่างกันตรงไหน แยกไม่ออก…
1.โอทอป (OTOP)
2.วิสาหกิจชุมชน (Small and Micro community Enterprise–SMCE)
3. สหกรณ์ (Cooperatives)
4. ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business)

ใคร ๆ ก็คง “งง” กับ 4 คำนี้ ที่นี่มีคำตอบให้…

1. โอทอป (OTOP) เป็นความมุ่งหมาย (ของกระทรวงมหาดไทย) ที่จะสร้างความเจริญแก่ชุมชนให้สามารถยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น..คือ คนที่ยังมีเวลาและทรัพยากรเหลือก็ใช้เวลาที่มีอยู่ทำสร้างงานสร้างอาชีพร่วมกันภายในตำบล โดยมีหลักการ พื้นฐาน 3 ประการ คือ
– ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล (Local Yet Global)
– พึ่งตนเองและคิดอย่างสร้างสรรค์ (Self-Reliance-Creativity)
– การสร้างทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
กลุ่มตำบลที่ต้องการทำสินค้าโอทอป ก็ต้องไปขึ้นทะเบียนกับสังกัดทางกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่

2. วิสาหกิจชุมชน (Small and Micro community Enterprise–SMCE) ก็คือ กลุ่มคน การประกอบการขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว เพื่อจัดการทุนของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ เป็นการลงมือทำด้วยตัวเอง แต่มีมีการทำอย่างมีแบบแผน มีระบบ มีขั้นตอน แม้กิจการมีขนาดเล็ก แต่มีทุนที่ประกอบด้วย ทรัพยากร ผลผลิต ความรู้ ภูมิปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางสังคม การขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนนั้น จะขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรเป็นหลัก อาจมีความคล้ายโอทอป หรือซ้ำซ้อนกัน แต่ความต่างอยุ่ที่ วิสาหกิจชุมขน ถือความเป็นชุมชนเป็นหลัก ไม่ขึ้นอยู่กับตำบลเป็นหลัก

3. สหกรณ์ (Cooperatives) เป็นองค์กรที่มีสภาพเป็นนิติบุคคล ที่มีการจัดตั้งขึ้นและดำเนินการตาม พรบ.สหกรณ์ ผู้คนที่จัดตั้ง ทำด้วยความสมัครใจ มีการบริหารจัดการวิสาหกิจและควบคุมตามรูปแบบประชาธิปไตย หากจะดูให้ชัดถึงคำจำกัดความ ก็คือ สหกรณ์ คือ องค์การของบรรดาบุคคลซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจในการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน และควบคุมตามหลักประชาธิปไตยเพื่อสนองความต้องการ (อันจำเป็น) และความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างโอทอป และวิสาหกกิจชุมชน โดยสิ้นเชิง

4. ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) หรือ หลายคนอาจเรียก Social Enterprise มีนักวิชาการ “มูฮัมหมัด ยูนุส” ให้ คำจำกัดความของ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ไว้ว่า
1. เป็นธุรกิจที่ออกแบบและจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้กับสังคมโดยเฉพาะให้ด้านใดด้านหนึ่ง
2. จะต้องเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคงได้
3. กำไรที่เกิดจากธุรกิจจะถูกนำไปใช้เพื่อลงทุนต่อในธุรกิจหรือใช้เพื่อสร้างธุรกิจเพื่อสังคมขึ้นใหม่ เพื่อขยายผลกระทบต่อสังคมให้กว้างมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ประเภทที่ 1 เป็นธุรกิจที่ไม่สูญเงินต้น-ไม่ปันผลกำไร โดยมุ่งที่จะแก้ปัญหาสังคมเป็นสำคัญ มีการถือหุ้นโดยผู้ลงทุนหรือบุคคลทั่วไป และนำกำไรทั้งหมดที่ได้ กลับมาพัฒนาและขยายธุรกิจต่
ประเภทที่ 2 เป็นธุรกิจที่แสวงหากำไรและสามารถปันผลได้ แต่อยู่บนเงื่อนไขว่าเจ้าของธุรกิจหรือผู้ถือหุ้นของกิจการจะต้องเป็นผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาส เพราะการปันผลกำไรนั้น ถือเป็นการขจัดความยากจน เป็นการแก้ไขปัญหาสังคม สมตามจุดมุ่งหมายของธุรกิจ

ดังนั้น Social Business ต้องเริ่มต้นด้วยการจดทะเบียนธุรกิจกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และเสียภาษีสรรพากร ตามกฏหมายกำหนด

อาจารย์จิรฐา อัคนิทัต
27 สิงหาคม 2561

#JirathaAganidat
#shiningconsult